ยา ในที่นี้ คือ ยารักษาโรค หมายถึง วัตถุสารเคมีที่ใช้ป้องกันโรค หรือ ความเจ็บปวด ในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บของมนุษย์และสัตว์  โดยยานั่นต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และศิลปะมาผนวกในการผสม ปัจจุบันทางการแพทย์ได้พัฒนาเป็นอย่างมาก มีการคิดค้นผลิตภัณฑ์ยาที่ใชในการบำรุงร่างกาย ฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรง ที่สามารถต้านทานโรคที่เข้ามาคุกคามร่างกายได้อีกด้วย

ยา

ยาแผนปัจจุบัน จำแนกเป็นหมวดได้ 5 ประเภท

1. ยาสามัญประจำบ้าน (Household remedies)

1. ยาก่อนอาหาร เป็นยาที่ถูกดูดซึมอาหารอยู่ด้วย หรือยาบางกลุ่มถูกทำลายด้วยน้ำย่อยและกรดหากกินพร้อมอาหาร
ยาหลังอาหาร เป็นยาที่ต้องกินพร้อมอาหารเพราะหากทานขณะท้องว่างอาจเกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร – ลำไส้ ซึ้งยาบางตัวละลายตัวเองกับไขมันในอาหารก่อน ถึงงจะดูดซึมได้

2. ยาควบคุมพิเศษ (Special controlled drug)

เป็นยาที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่า นั้น ด้วยเหตุผลการรักษาโรคอย่างเจาะจง และระยะเวลาของการใช้ยาต้องเหมาะสม การใช้ยาผิดพลาดอาจส่งผลเสียต่อผู้ใช้อย่างร้ายแรง

3. ยาอันตราย (Dangerous drug)

จัดเป็นยาที่มีจำหน่ายในร้านขายยาแผนปัจจุบันมากที่สุด โดยมีการระบุคำว่า“ยาอันตราย” ลงบนฉลากยาและพิมพ์ด้วยสีแดง ประโยชน์ยาหมวดนี้ใช้รักษาอาการโรคต่างๆมากมาย อาทิเช่น โรคของระบบทางเดินหายใจ โรคติดเชื้อ โรคของระบบการขับถ่าย โรคทางเดินอาหาร โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคภูมิแพ้ โรคเบา หวาน และโรคอื่นๆอีกมากมาย นอกจากจะมีฤทธิ์ในการรักษาแล้ว มักมีผลอันไม่พึงประสงค์ หรืออาการข้างเคียงติดตามมาด้วย บางคนอาจมีอาการแพ้ยาจนไม่สามารถใช้ยาตัวที่แพ้ได้อีก นอกจากเงื่อนไขในการใช้ยารักษาโรคแล้ว ยังต้องอาศัยการวินิจฉัยโรคจากแพทย์ จึงจะสั่งจ่ายยาในหมวดนี้ได้อย่างเหมาะสม ดังนั้นประชาชนทั่วไปจึงไม่ควรซื้อยาหมวดนี้มารับประทานเอง

4. ยาเสพติดให้โทษ (Narcotics)

สำนักคณะกรรมการอาหารและยา แบ่งยาเสพติดออกเป็น 5 ประเภท ตามความรุนแรงของการออกฤทธิ์ และตามกฏหมายลงโทษ ด้วยการใช้ยากลุ่มนี้ทำให้เกิดการเสพติด จึงถือเป็นข้อจำกัดในการใช้ยา ยาเสพติดให้โทษไม่มีจำหน่ายในร้านขายยา สถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตต้องสั่งซื้อจากกองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักคณะกรรมการอาหารและยา กระ ทรวงสาธารณสุขเท่านั้น การซื้อต้องมีเหตุผลและข้อมูลสถิติการใช้ยาแต่ละเดือนเป็นองค์ประ กอบ และจำกัดปริมาณการซื้อแต่ละครั้ง แพทย์เท่านั้นสามารถสั่งจ่ายยาเสพติดให้โทษโดยมีการควบคุมขนาดและระยะเวลาในการใช้อย่างใกล้ชิด

5. วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท (Psychotropic substance)

เป็นสารที่ออกฤทธิ์กระตุ้นหรือกดประสาท แบ่งออกเป็นประเภทที่ 4 ประเภท ตามความรุนแรงของยา และตามความจำเป็นในการต้องนำยานั้นๆมาใช้ทางการแพทย์ การสั่งซื้อต้องผ่านสำนักคณะกรรมการอาหารและยา กองควบคุมวัตถุเสพติด เช่นเดียวกับยาเสพติดให้โทษ ยาลดน้ำหนักบางกลุ่ม ยานอนหลับ ยาคลายกังวลบางกลุ่มจัดอยู่ในวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท แพทย์เท่านั้นสามารถสั่งจ่ายวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท โดยมีการควบคุมขนาดและระยะเวลาในการใช้อย่างใกล้ชิด

ยา

ทำไมยาบางชนิดกินก่อนอาหาร  ยาบางชนิดกินหลังอาหาร

  • ยาก่อนอาหาร เป็นยาที่ถูกดูดซึมอาหารอยู่ด้วย หรือยาบางกลุ่มถูกทำลายด้วยน้ำย่อยและกรดหากกินพร้อมอาหาร ยาก่อนอาการจึงทานก่อน1/2 – 1 ชั่วโมง
  • ยาหลังอาหาร เป็นยาที่ต้องกินพร้อมอาหารเพราะหากทานขณะท้องว่างอาจเกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร – ลำไส้ ซึ้งยาบางตัวละลายตัวเองกับไขมันในอาหารก่อน ถึงงจะดูดซึมได้

อันตรายจากการซื้อยามาทานเอง

7 ข้อ อันตรายจากการซื้อทานกินเอง

เวลาเรามีอาการเจ็บป่วยไม่สบาย อาจมีบางครั้งที่เราไม่อยากไปพบแพทย์ ด้วยสมัยนี้สามารถเปิในอินเตอร์เน็ตแล้วซื้อยากินเองได้ แต่คุณรู้มั้ยว่า ยาหลายชนิดจัดเป็นยาอันตรายอาจเกิดผลเสียต่อร่างกาย หรือก่อให้เกิดพิษกับอวัยวะหรือได้รับยามไ่ตรกับโรคที่เป็นอยู่ก็ไม่สามารถรักษาโรคได้

1. ผลข้างเคียงของการใช้ยา (Side effect)

เป็นอาการของร่างกายที่ตอบสนองกับยาแต่ไม่ใช่ผลในการรักษา มักส่งผลให้ร่างกายเสียสมดุลและรู้สึกไม่ปกติ เช่น มีอาการคลื่นไส้-อาเจียน เวียนศีรษะ แสบกระเพาะอาหาร ท้องผูก ท้องเสีย หลังจากการใช้ยา เป็นต้น

2.วินิจฉัยไม่ถูกต้อง

การวินิจฉัยโรค จะต้องอาศัยประวัติ การตรวจร่างกาย และอาจจะมีการตรวจพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติม ในกรณีที่เราวินิจฉัยตัวเราเอง เราก็จะรู้เพียงแต่ประวัติ ทำให้ข้อมูลที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยนั้นไม่เพียงพอ ซึ่งเมื่อการวินิจฉัยไม่ถูกตั้งแต่แรกแล้ว การรักษาก็จะผิดและเกิดอันตรายขึ้นได้

3. การดื้อยา หรือ Drug Resistment

เป็นสภาวะที่ร่างกายไม่ตอบสนองจากการใช้ยา หรือ หมายถึงการใช้ยาในครั้งถัดมาไม่ได้ผล อาจมีหลายสาเหตุ เช่น การกินยาปฏิชีวนะไม่ครบตามมาตรฐานการรักษา ทำให้เชื้อโรคสามารถต้านทานฤทธิ์ของยาปฏิชีวนะนั้น หรือ เชื้อดื้อยา

4. ปฏิกิริยาระหว่างยา หรือ Drug interaction (DI)

เป็นปฏิกิริยาระหว่างยา 2 ชนิด ขึ้นไปเมื่อใช้ร่วมกัน อาจส่งผลดีหรือผลเสียต่อผู้ที่ได้รับยานั้นๆ จึงจัดเป็นข้อพึงระวังของการใช้ยา ที่จะต้องสอบประวัติการใช้ยาอย่างละเอียด และถือเป็นข้อมูลสำคัญในการลดความคลาด เคลื่อนของการรักษาในการใช้ยานั้นๆ

5. คำเตือนและข้อควรระวัง หรือ Special preca (SP)

จัดเป็นข้อควรระวังเป็นพิเศษที่เตือนก่อนการใช้ยา เช่น ระวังใช้ยากับผู้ป่วยที่เป็นโรคตับ-โรคไต การใช้ยากับผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร ขณะใช้ยานี้ต้องเฝ้าระวังการทำงานของตับ-ไต ระวังการเกิดภาวะหอบหืด ระวังการเกิดภาวะตกเลือด ฯลฯ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ได้ถูกระบุในเอกสารกำกับยา

6. แพ้ยา

กรณีที่เราเคยแพ้ยามาก่อน เราจะทราบชื่อยาและอาจคิดว่าเพียงหลีกเลี่ยงการใช้ยาชนิดนั้นก็เพียงพอ แต่ในความเป็นจริงยาบางชนิดมีการแพ้ในกลุ่มเดียวกันได้ เช่น ในผู้แพ้เพนนิซิลิน อาจจะแพ้ยาอะม็อกซี่ซิลลินหรือไดคล๊อกซ่าซิลลินอันอยู่ในกลุ่มเดียวกันร่วมด้วย หรือในบางครั้งอาจจะมีโอกาสแพ้ยาข้ามกลุ่ม การซื้อยารับประทานเองโดยไม่มีความรู้ด้านนี้ จึงสามารถเกิดการแพ้ยาซ้ำได้

7. การรักษาที่ไม่เหมาะสมอาจจะไปบดบังอาการ ทำให้ตรวจวินิจฉัยได้ล่าช้ากว่าที่ควร

การตรวจวินิจฉัยโรคของแพทย์ทำได้จากการที่ผู้ป่วยมีอาการ ประวัติ และผลการตรวจที่เข้าได้กับโรคนั้นๆ ซึ่งหากผู้ป่วยไปใช้ยาที่เปลี่ยนแปลงอาการเจ็บป่วยหรือผลการตรวจ ก็จะทำให้ การวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องล่าช้าออกไป

Close Menu