ก่อนที่เราจะทาน วิตามิน หรือ ยาบำรุง ควรทราบก่อนว่าเราขาดวิตามินอะไรบ้าง เพราะร่างกายจะเป็นตัวสงสัญญาณให้คุณทราบเองว่าตัวคุณขาดสารอาหารชนิดไหน ซึ้งนี้แหระเป็นตัวชี้แนะว่าคุณควรทานเสริมตัวไหนบ้าง มาลองเช็คกันดูว่าแต่ละตัวมีประโยชน์อย่างไรบ้าง, มีโทษอย่างไรเมื่อทานเกินปริมาณที่ร่างกายต้องการ

ประโยชน์ของวิตามินแต่ละชนิด กินแล้วดีอย่างไร

เป็น วิตามิน ที่มีส่วนช่วยในการมองเห็น, ทำให้อาการป่วยหายเร็วขึ้น, เพิ่มภูมิคุ้มกัน, , ทั้งยังเสริมสร้างให้กระดูก ฟัน และเล็บแข็งแรง นอกจากนี้ยังป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร, ระบบทางเดินหายใจและระบบปัสสาวะ ผิวและผมแข็งแรง ช่วยบรรเทาโรคที่เกี่ยวกับไทรอยด์ได้ 

 

วิตามิน A

ส่วนในด้านของผิวพรรณนั้น วิตามินเอ จะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่, ลดอาการอักเสบของผิว, ช่วยลดเลือนจุดด่างดำได้ วิตามินเอจะมีชื่อเสียงในเรื่องของการลดสิว โดยเฉพาะสิวอักเสบ ในอุตสาหกรรมเวชสำอางค์ จึงได้นำวิตามินเอมาผสมทั้งครีม, แป้ง และผลิตภัณฑ์อีกหลาย ๆ ตัว

สารอาหารอยู่ในผักใบเขียว ใบเหลือง ไข่แดง ตับ นม เนย ปลา มะเขือเทศ แครอท เป็นต้น โดยวิตามินเอ ที่ได้จากเนื้อสัตว์จะดูดซึมได้ดีกว่า ในด้านของตัววิตามิน หรืออาหารเสริม จะมีการนำวิตามินเอมาผสมในปริมาณ 5,000 - 10,000 IU ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณ ที่กำลังพอดีต่อร่างกาย และได้มีการนำมาทำแบบเป็นน้ำ เพื่อใช้ประโยชน์ในการทาเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ประโยชน์มีส่วนสำคัญมีส่วนช่วยในการบำรุงสายตา ที่ช่วยลดการอักเสบ ช่วยส่งเสริมการสร้างกระดูกและฟัน และยังมีความสามารถในการลดจุดด่างดำได้ ช่วยส่งเสริมภูมิต้านทาน ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ 900 ug

วิตามินเอ

ทั้งนี้วิตามินเอ ที่เป็นรูปแบบสารสังเคราะห์ แบบเม็ดนั้น ถ้ารับประทานเข้าไปมาก จะเกิดการสะสม เพราะวิตามินเอเป็นวิตามินที่มีรูปแบบ ในการสะสมอยู่ในร่างกาย ซึ่งปริมาณที่แนะนำในการรับประทานนั้น อยู่ที่ไม่เกิน 50,000 IU ต่อวัน และถ้ามีการรับประทานยาคุม ก็ไม่ควรทานวิตามินเอร่วมด้วย

วิตามินฺ B

กลุ่มของวิตามินบีหรือที่รู้จักกันในชื่อว่า วิตามินบีรวม (vitamin B complex) ประกอบด้วยวิตามินบี 8 ชนิด บี1 หรือ ไทอามีน (thiamine) บี2 หรือ ไรโบฟลาวิน (riboflavin) บี3 หรือ ไนอะซิน (niacin) บี5 หรือ กรดแพนโทเธนิค (pantothenic acid) บี6 บี7 หรือ ไบไอติน (biotin) บี12 กรดโฟลิก วิตามินบีช่วยในการทำงานของการผลิตและควบคุมพลังงานในร่างกาย และสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง

อาหารที่มีวิตามินฺฺ B โดยธรรมชาติ

วิตามินบี1 แหล่งอาหารที่พบ ได้แก่ ผัก โฮลวีต ถั่วเหลือง ข้าวโอ๊ต ถั่วลิสง รำข้าว เปลือกข้าว เมล็ดที่ไม่ผ่านการขัดสี บริเวอร์ยีสต์ นม ไข่แดง ปลา เนื้อออร์แกนิก เนื้อหมูไม่ติดมัน
วิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน) แหล่งอาหารที่พบ ได้แก่ ไข่ นม ถั่ว โยเกิร์ต ชีส ผักใบเขียว ปลา ตับ ไต
วิตามินบี 3 (ไนอะซิน) แหล่งอาหารที่พบ ได้แก่ ไข่ ปลา เนื้อไม่ติดมัน เนื้อขาวจากพวกสัตว์ปีก ตับ โฮลวีต จมูกข้าวสาลี ถั่วลิสง อะโวคาโด อินทผลัม ลูกพรุน มะเดื่อฝรั่ง บริเวอร์ยีสต์
วิตามินบี 5 (กรดแพนโทเทนิก) แหล่งอาหารที่พบ ได้แก่ เนื้อสัตว์ ไก่ ตับ ไต หัวใจ ธัญพืชไม่ขัดสี รำข้าว จมูกข้าวสาลี ถั่ว ผักสีเขียว กากน้ำตาลไม่บริสุทธิ์ บริเวอร์ยีสต์
วิตามินบี 6 (ไพริด็อกซิน) แหล่งอาหารที่พบ ได้แก่ บริเวอร์ยีสต์ รำข้าว จมูกข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี ถั่วลิสง ถั่วเหลือง วอลนัต กะหล่ำปลี กากน้ำตาล แคนตาลูป ไข่ ตับ ปลา
วิตามินบี 7 (ไบโอติน)
แหล่งอาหารที่พบ ได้แก่ ตับวัว ไข่แดง นม แป้งถั่วเหลือง เนย ถั่วลิสง บริเวอร์ยีสต์ ข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี
วิตามินบี 9 (กรดโฟลิก) แหล่งอาหารที่พบ ได้แก่ ไข่แดง ตับ ผักใบเขียวเข้ม แคร์รอต แคนตาลูป ฟักทอง เอพริคอต อะโวคาโด อาร์ทิโชก ถั่ว แป้งไรย์แบบสีเข้มที่ไม่ผ่านการขัดสี ทอร์ทูลายีสต์
วิตามินบี 12 (โคบาลามิน) แหล่งอาหารที่พบ ได้แก่ เนื้อสัตว์เป็นหลัก ตับ ไต นม ไข่แดง ชีส ปลา เนื้อหมู เนื้อวัว อาหารหมักดอง เป็นต้น
วิตามินบี 15 (กรดแพงเกมิก) แหล่งอาหารที่พบ ได้แก่ ข้าวกล้อง เมล็ดฟักทอง เมล็ดงา เมล็ดธัญพืชไม่ขัดสี บริเวอร์ยีสต์
วิตามินบี 17 (อะมิกดาลิน) แหล่งอาหารที่พบ ได้แก่ เมล็ดพืชโดยเฉพาะเมล็ดเอพริคอต และยังมีเมล็ดอื่น ๆ อีก เช่น เมล็ดแตงโม เมล็ดพลับ เมล็ดถั่วอัลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน ข้าว ถั่ว รวมไปถึงถั่วแมคาเดเมีย

วิตามิน B

คือประสิทธิภาพในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัม ทำให้อารมณ์ดีขึ้น บรรเทาอาการวิตกกังวล ส่งเสริมสุขภาพ และบรรเทาอาการระคายเคืองของผิว วิตามินบีในแต่ละชนิดมีประโยชน์แตกต่างกันดังนี้คือ

วิตามิน B1 และB2 เสริมสร้างกล้ามเนื้อ เส้นประสาท และหัวใจที่แข็งแรง บี1 นั้นช่วยส่งเสริมการสร้างเซลล์ใหม่ ขณะที่ บี2 ช่วยผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงและปกป้องเราจากอนุมูลอิสระ

วิตามิน B3 ทำหน้าที่สำคัญการควบคุมระบบประสาทและระบบขับถ่าย นอกจากนี้ยังช่วยเปลี่ยนแปลงอาหารให้เป็นพลังงาน

วิตามิน B5 ทำหน้าที่ในการย่อยสลายไขมันและคาร์โบไฮเดรต เปลี่ยนให้เป็นพลังงาน ทั้งยังจำเป็นต่อการผลิตฮอร์โมน คุณจำเป็นต้องใช้วิตามิน บี5 และ บี12 ในการเจริญเติบโตและมีพัฒนาการที่เหมาะสม

วิตามิน B6 ดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน และจำเป็นต่อกระบวนการผลิตฮอร์โมนและย่อยสลายโปรตีน

วิตามิน บี7 เป็นอีกปัจจัยสำคัญในการผลิตฮอร์โมน

วิตามิน B9 ช่วยให้เซลล์สร้างและบำรุงดีเอ็นเอ และยังช่วยเสริมสร้างการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง

วิตามิน B6 B9 และ B12 ช่วยส่งเสริมการควบคุมระดับของกรดอะมิโนโฮโมซีสเทอีน (amino acid homocysteine) ซึ่งหากระดับนี้สูงเกินไป คุณอาจเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจได้

 “วิตามินบี ” ซึ่งเป็นวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายที่ช่วยลดความเครียด และช่วยให้ร่างกายนำพลังงานจากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน มาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และช่วยให้การเผาผลาญพลังงาน ซึ่งถ้าหากร่างกายเราขาดวิตามินบี  ก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพและทำให้เกิดโรคได้ง่าย

วิตามิน C

เป็นวิตามินที่มีประโยชน์ และปลอดภัยมากที่สุดชนิดหนึ่ง ซึ่งในร่างกายของเรา ไม่สามารถสร้างวิตามินซีเองได้ เราจึงควรต้องได้รับจากอาหาร หรือวิตามินเสริม และไม่ต้องกังวลการตกค้างภายในร่างกาย เพราะวิตามินซีนั้นสามารถละลายได้ในน้ำ เมื่อเข้าสู่ร่างกายก็จะละลาย และดึงเอาประโยชน์ไปใช้ หลังจากนั้นก็ถูกขับออกจากร่างกาย ในรูปแบบของการขับถ่ายภายใน 24 ชม. วิตามินซีจึงปลอดภัยกับร่างกายโดยแท้ วิตามินซีนั้นช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคหวัดได้ดี, ลดอาการภูมิแพ้ทางเดินหายใจ, เสริมสร้างกระดูกและฟัน และต่อต้านสารก่อมะเร็งได้เป็นอย่างดี

ด้านของผิวพรรณ ควบคุมคอเลสเตอรอลในเลือด มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ วิตามินซี ที่ช่วยลดเลือนริ้วรอย, , ช่วยลดธาตุเหล็กให้อยู่ในระดับที่พอดีในลำใส้ เพื่อที่ร่างกายจะaได้ดูดซึมธาตุเหล็กได้ดียิ่งขึ้น

อาหารที่มีวิตามิน C โดยธรรมชาติ คือ ผักใบเขียว และผลไม้รสเปรี้ยวต่าง ๆ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่, แคนตาลูป, มันฝรั่ง, มะเขือเทศ และพริกไทย เป็นต้น ควรเก็บวิตามินซีให้พ้นจาก แสง, ออกซิเจน, น้ำ, ความร้อน, และการปรุงอาหาร การเก็บวิตามินซีที่ดีสุดคือเก็บไว้ในภาชนะที่มิดชิด และควรเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อรักษาคุณภาพของวิตามินไว้

วิตามิน Cสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันโรคหวัดได้ดี และรักษาอาการเลือดออกตามไรฟัน ( ลักปิดลักเปิด ) และระงับเลือดได้ดีในการผ่าตัด ซึ่งถ้าหากหากรับประทาน วิตามินซี 1,000 ถึง 6,000 มิลลิกรัมต่อวัน ตั้งแต่เริ่มมีอาการของโรคหวัด จะช่วยให้หายได้เร็วขึ้น 21% ช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น เพราะวิตามินซีจะเข้าไปซ่อมแซมผนังเซลล์ ที่เกิดการอักเสบ และทำให้เส้นเลือดฝอย แข็งแรงขึ้น สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่ และต้องออกไปเจอมลภาวะจากควันพิษต่าง ๆ ควรต้องได้รับวิตามินซี มากกว่าคนปกติ เพื่อป้องกันสารที่ก่อมะเร็ง เพราะวิตามินซีมีฤทธิ์ในการต่อต้านสารเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี เพิ่มความต้านทานโรคให้หัวใจ เพราะวิตามินซีจะเข้าไปควบคุม ระดับคอเรสเตอรอลในเส้นเลือด

วิตามินซี

การทานวิตามิน C  ในปริมาณที่พอเหมาะนั้น จะอยู่ที่ 1,000 – 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ทั้งในรูปแบบอัดเม็ด หรือผสมเป็นน้ำ และควรทานหลังอาหารประมาณ 2 – 3 ชม. ถึงจะได้ผลที่ดี สำหรับผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิด ควรรับประทานวิตามินซีเสริมเข้าไปด้วย การรับประทานนั้นไม่จำเป็นต้องทานทีเดียว สามารถแบ่งทานได้หลายครั้งใน 1 วัน เพียงแต่อย่าทานเกินปริมาณที่กำหนดเป็นพอ

วิตามิน D

วิตามิน D เป็นวิตามินที่ละลายในไขมันและถูกเก็บไว้ในชั้นเนื้อเยื่อไขมัน อาจเรียกกันว่า "วิตามินแสงแดด" เพราะร่างกายสามารถสร้างวิตามินดีด้วยตัวเองจากการสัมผัสแสงแดด อาจใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมของวิตามิน D แต่มีอาหารไม่กี่ชนิดที่มีวิตามินนี้ วิตามิน D ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสซึ่งจำเป็นสำหรับการสร้างกระดูก นอกจากนี้ยังช่วยเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อ หัวใจ ปอด และสมอง

มีอาหารจากธรรมชาติเพียงไม่กี่ชนิดที่มีส่วนประกอบของวิตามิน D ได้แก่ ปลาที่มีไขมันมากเช่นปลาแซลมอน ปลาทูน่า และปลาทู (mackerel) เนื้อวัว ชีส ไข่แดง เห็ด นม อาหารเช้าซีเรียล น้ำส้ม โยเกิร์ต เนยเทียม Margarine นมถั่วเหลือง

วิตามิน Dช่วยควบคุมการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย ส่งเสริมการสร้างกระดูกและฟัน จากแสงแดดในตอนเช้า ร่างกายต้องการวันละ 100 ug และรักษาระดับแร่ธาตุดังกล่าวในเลือดให้เป็นปกติ ยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนพาราไทรอยด์อันเป็นสาเหตุให้เกิดการสลายกระดูก ซึ่งหากขาดวิตามินดีจะส่งผลให้การดูดซึมแคลเซียมในทางเดินอาหารลดลง

วิตามินดี

จากข้อมูล พบว่าคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครมีระดับวิตามิน D ต่ำกว่าคนไทยในภูมิภาคอื่น ๆ โดยกว่าร้อยละ 60 ของคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร และเกือบร้อยละ 50 ของคนในตัวเมืองแต่ละจังหวัดต่าง ๆ มีภาวะพร่องวิตามิน D มากกว่าคนในพื้นที่ชนบท ทั้ง ๆ ที่ร่างกายของเราสามารถสังเคราะห์วิตามิน D ได้จากผิวหนังเมื่อโดนแสงแดด แต่จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป คนส่วนใหญ่อยู่ในห้องหรืออาคาร และออกมาสัมผัสแสงแดดลดลง จึงทำให้เกิดภาวะที่เราเรียกว่า ภาวะพร่องหรือขาดวิตามิน D 

cr.. Health Coach Natalie

คู่มือการใช้ยา การจำแนกหมวดหมู่ของยา การใช้ยาก่อนอาหาร และหลังอาหาร เวลาเรามีอาการเจ็บป่วยไม่สบาย อาจมีบางครั้งที่เราไม่อยากไปพบแพทย์ ด้วยสมัยนี้สามารถเปิในอินเตอร์เน็ตแล้วซื้อยากินเองได้ แต่คุณรู้มั้ยว่า ยาหลายชนิดจัดเป็นยาอันตรายอาจเกิดผลเสียต่อร่างกาย หรือก่อให้เกิดพิษกับอวัยวะหรือได้รับยามไ่ตรกับโรคที่เป็นอยู่ก็ไม่สามารถรักษาโรคได้

Close Menu